วันอาทิตย์ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

วิธีป้องกันการท้อง

วิธีป้องกันการท้อง
  1. ถุงยางอนามัยเป็นวิธีคุมกำเนิดที่เก่าแก่ที่สุด และยังเป็นการป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้อีกด้วย ทั้งนี้ ความปลอดภัยในการคุมกำเนิดก็ขึ้นอยู่กับวิธีการใช้ กระนั้นก็ตามก็ยังมีคนใช้ผิดวิธี หรือใช้ถุงยางอนามัยที่มีคุณภาพต่ำหรือหมดอายุ ที่พบบ่อยคือการสวมถุงยางอนามัยตอนใกล้จะหลั่งคือไม่ใช้ตั้งแต่ต้น ก็จะเกิดความเสี่ยงในการตั้งครรภ์ได้ เนื่องจากน้ำหล่อลื่นในช่วงแรกก็อาจมีเชื้ออสุจิออกมาแล้ว

            2. ยาคุมกำเนิด มีฮอร์โมนเอสโตรเจนและเจสตาเจน (Gestagen)ฮอร์โมนทั้งสองตัวนี้จะป้องกันไม่ให้ไข่ตก และเปลี่ยนแปลงเยื่อบุโพรงมดลูกให้ไม่เหมาะแก่การฝังตัว ทั้งนี้ ต้องกินยาคุมกำเนิดติดต่อกันทุกวันเป็นเวลา 3 สัปดาห์ และหยุดพักหนึ่งสัปดาห์ที่จะมีประจำเดือนในช่วงนั้น วิธีนี้เป็นวิธีที่ปลอดภัยมาก และยังช่วยลดอาการปวดท้องประจำเดือนได้ด้วย แต่อาจทำให้ผู้หญิงที่สูบบุหรี่เกิดโรคโลหิตหรือน้ำเหลืองคั่งได้ ทำให้อารมณ์เพศลดลง และอาจทำให้ผู้หญิงเกิดโรคลิ่มเลือดแข็งตัวในหลอดเลือด (Deep Vein Thrombosis DVT) ซึ่งพบบ่อยในชาวตะวันตก ปัจจุบันเริ่มพบมากขึ้นในประเทศไทย เนื่องจากไลฟ์สไตล์ของผู้หญิงเริ่ม เปลี่ยนไปแบบตะวันตก เช่น กินอาหารแบบตะวันตก และออกกำลังกายน้อยลง

            3. ยาคุมกำเนิด Desogestrel และ Levonorgestrelมีเพียงฮอร์โมนเจสตาเจนเท่านั้น ที่จะป้องกันไม่ให้ไข่ตกและป้องกันไม่ให้สเปิร์มผ่านเข้าไปในมดลูก ซึ่งเป็นวิธีที่ปลอดภัยมากและยังช่วยลดอาการปวดท้องประจำเดือนด้วย แต่ต้องกินยานี้ทุกวัน ข้อเสียคือ ทำให้มีเลือดออกกะปริดกะปรอยในระยะแรกของการใช้ ส่วนมากจะใช้ในกรณีตลอดบุตรใหม่ ๆ และต้องการให้นมบุตรแต่ถ้าเราใช้ยาคุมกำเนิดทั่ว ๆ ไปที่รวมเจสตาเจนและโปรเจสเตอโรน (ดีในแง่ของการยับยั้งการตกไข่) ก็มีข้อเสียคือทำให้น้ำนมน้อยลง จึงควรใช้ยาคุมกำเนิด Desogestrel ซึ่งมีเจสตาเจนอย่างเดียว คือทั้ง Desogestrel และ Levonorgestrel เป็นกลุ่มเจสตาเจนในระยะแรก จะมีเลือดออกกะปริดกะปรอยสักระยะหนึ่งแล้วก็หาย อาจใช้ในกรณีหลังคลอดบุตรใหม่ ๆ และต้องการให้นมบุตร

            4. ยาคุมกำเนิดหลังมีเพศสัมพันธ์เป็นยาที่มีความแรงของตัวยาและต้องให้แพทย์สั่งในกรณีฉุกเฉิน เช่น มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ตั้งใจไม่ได้ป้องกัน หรือมีความเสี่ยงกับการตั้งครรภ์ที่มีไม่พึงปรารถนา ยานี้ต้องกินภายใน 72 ชม. หลังการมีเพศสัมพันธ์ยิ่งกินยาได้เร็วเท่าไหร่ ก็จะปลอดภัยมากเท่านั้น วิธีคุมกำเนิดวิธีนี้ไม่ค่อยแนะนำให้ใช้ เพราะเนื่องจากจะมีอากรข้างเคียงมาก อีกทั้งประสิทธิภาพไม่ดีพอ อาการข้างเคียงก็อย่างเช่น ทำให้ตั้งครรภ์นอกมดลูกได้

            5. คุมกำเนิดแบบฉีด 3 เดือนเป็น ยาฉีดที่มีฮอร์โมนเจสตาเจน โดยการฉีดเข้ากล้ามเนื้อที่สะโพก หรือต้นแขนมีผลควบคุมไม่ให้ตั้งครรภ์ได้ 3 เดือน มีความปลอดภัยในการคุมกำเนิดสูง และช่วยลดอาการปวดท้องระหว่างมีรอบเดือน แต่เป็นยาที่มีฮอร์โมนสูง จึงต้องได้รับการพิจารณาจากแพทย์ ยานี้เมื่อใช้ไประยะหนึ่ง ระยะแรกของการฉีดอาจมีประจำเดือนกะปริดกะปรอย แต่ไม่เป็นอันตราย เมื่อฉีดไปสักระยะ อาจไม่มีประจำเดือนเลย ซึ่งทั้งสองอาการนี้ไม่ได้เป็นอันตรายใด ๆ เป็นอาการที่พบได้จากการใช้วิธีนี้

            6. ฝังไว้ที่ผิวหนัง มีลักษณะเป็นแท่งพลาสติก มีขนาดเท่าไม้ขีด มีฮอร์โมนเจสตาเจน โดยใช้การใส่เข้าไปที่ต้นแขนใต้ผิวหนังของผู้หญิง ป้องกันไข่ตกและป้องกันไม่ให้สเปิร์มเข้าไปในรังไข่ หลังจาก 3 ปี ก็ให้แพทย์เอาออก เป็นวิธีที่ปลอดภัยแต่วิธีนี้อาจทำให้มีแผลเป็นเล็ก ๆ และมีเลือดออกกะปริดกะปรอยในระยะแรกเมื่อใช้ไประยะหนึ่งก็จะหาย


            7. การใส่ห่วงเป็นห่วงที่ทำจากพลาสติกขนาดเล็กและมีขดลวดทองแดงเล็กๆ (Copper-T) พันรอบห่วง ใช้สำหรับคุมกำเนิดอย่างเดียว โดยผู้หญิงจะใส่ห่วงในช่วงมีรอบเดือน เพราะใส่ง่าย มีอายุคุมกำเนิดได้ถึง 5 ปี เป็นห่วงที่มีฮอร์โมนเอสโตรเจนและเจสตาเจนน้อย สามารถคุมกำเนิดได้ 5 ปี และอาจพบแพทย์ระยะแรกเพื่อตรวจห่วง มีจำหน่ายในประเทศเยอรมนีตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2003 ส่วนห่วงอีกชนิดหนึ่งเป็นห่วงที่มีฮอร์โมนเจสตาเจน ใช้ได้ทั้งคุมกำเนิดลดอาการปวดประจำเดือนและอาการประจำเดือนมามาก ที่มีสาเหตุจากความผิดปกติของมดลูกบางชนิด

            8. การวัดฮอร์โมนตกไข่เป็นวิธีทดสอบปัสสาวะของผู้หญิง โดยการใช้แท่งตรวจจุ่มลงไปในปัสสาวะเพื่อ ตรวจสอบฮอร์โมนในปัสสาวะและคำนวณวันที่ไข่จะตก แต่เป็นวิธีที่ไม่ค่อยปลอดภัย เพราะวัดเพียงไม่กี่วันของแต่ละเดือน ส่วนใหญ่ใช้ในกรณีต้องการมีบุตรมากกว่า คือรู้วันตกไข่เพื่อมีเพศสัมพันธ์ให้ตรงวัน

            9. การวัดอุณหภูมิเพื่อความมั่นใจในการคุมกำเนิด จำเป็นต้องหมั่นวัดอุณหภูมิร่างกายทุกวัน ในช่วงเวลาเดียวกันและในตำแหน่งเดิม เพื่อจะได้รู้วันไข่ตกที่แน่นอน เพราะในระยะหนึ่งถึงสองวันหลังไข่ตก อุณหภูมิของร่างกายจะขึ้นสูงมากกว่า 0.2 องศา ซึ่งนั่นก็คือเป็นที่ปลอดภัย ข้อดีก็คือไม่เจ็บปวดและประหยัด ข้อเสียคือ เหมาะสำหรับผู้หญิงมีรอบเดือนสม่ำเสมอและไม่มีไข้เท่านั้น
            10. นับวันจากปฏิทินเป็นวิธีที่ผู้หญิงต้องมีปฏิทินประจำตัว เป็นวิธีที่ง่ายและสะดวก เหมาะกับผู้หญิงที่มีประจำเดือนสม่ำเสมอ (28 วัน) แต่ช่วงไข่ตกก็ต้องใช้วิธีอื่นคุมกำเนิด โดยเฉลี่ยของการผิดพลาดคือ 9 คนจาก 100 คนที่พลาดจนเกิดการตั้งครรภ์

            11. สังเกตมูกจากปากมดลูก เป็น วิธีคุมกำเนิดอย่างธรรมชาติและเป็นวิธีที่ประหยัด โดยผู้หญิงต้องสังเกตมูกตกขาวจากปากมดลูก (Cervical Mucus) ทุกวันและจดโน้ตไว้เพื่อดูวันที่ไข่ตก และในระหว่างที่มีการตกไข่ก็ต้องคุม กำเนิดด้วยวิธีอื่น แต่อาจคลาดเคลื่อนได้หรือแปลผลผิด เช่น ในกรณีที่มีการติดเชื้อหรืออักเสบของช่องคลอด

            12. วิธีคุมกำเนิดแบบ Sympto Thermalเป็นวิธีคุมกำเนิดอย่างธรรมชาติ โดยการผสมผสานระหว่างอุณหภูมิและการสังเกต มูกตกขาววิธีนี้ค่อนข้างปลอดภัยถ้าผู้หญิงหมั่นสังเกตตัวเอง แต่ถ้ามีไข้หรือมีการอักเสบของช่องคลอด ก็จะทำให้แปลผลผิดได้และระหว่างวัน ที่ไข่ตกก็จะต้องคุมกำเนิดด้วยวิธีอื่นร่วมด้วย

            13. Coitus lnterruptus เป็นวิธีที่ฝ่ายชายหลั่งอสุจิข้างนอกหลังการมีเพศสัมพันธ์แต่สเปิร์มอาจเล็ดลอดออกไปได้ก่อนหน้านั้น จึงไม่แนะนำเพราะไม่ปลอดภัย จากสถิติผู้หญิง 100 คน มีจำนวน 4-18 คนที่ผิดพลาดจนตั้งครรภ์ด้วยวิธีนี้

            14. การทำหมันชาย วิธีนี้ใช้การผ่าตัดเพียงนิดเดียวในผู้ชายเพื่อตัดท่ออสุจิ เหมาะกับผู้ชายที่ไม่ต้องการมีลูกอีก ป้องกันการตั้งครรภ์ได้สูง

            15. การทำหมันหญิงคือกรรมวิธีการตัดบางส่วนหรือแยกท่อนำไข่ออกจากกันทั้ง 2 ข้าง ทำให้ไม่เกิดการปฏิสนธิ การแก้ไขเพื่อให้ท่อนำไข่สู่ภาวะปกติก็ทำได้ แต่ค่อนข้างยุ่งยากเพราะต้องอาศัยการผ่าตัดผ่านกล้องจุลทรรศน์

การนับวันปลอดภัยในรอบเดือน

การนับวันปลอดภัยในรอบเดือน
การลงบันทึกในปฏิทิน (calendar charting)
           เป็นวิธีการคำนวณหาช่วงระยะที่"ไม่ปลอดภัย"ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ไข่ตก และถ้ามีเพศสัมพันธ์ในช่วงเวลานี้จะมีโอกาสการตั้งครรภ์สูง ฉะนั้นช่วงระยะ"ปลอดภัย" (safe period) จึงเป็นช่วงเวลาที่นอกเหนือจากเวลาที่คำนวณได้ โดยมีวิธีการคำนวณดังนี้ คือ
ถ้าประจำเดือนมาสม่ำเสมอ ให้ถือว่าวันที่ 12 – 16 เป็นวันที่ "ไม่ปลอดภัย" เช่น ถ้ามีประจำเดือนรอบละรอบละ 30 วัน วันที่1-7 หลังมีประจำเดือนและก่อนมีประจำเดือน 7 วันจะเป็นระยะ"ปลอดภัย"

แสดงวันที่ "ไม่ปลอดภัย"ตามความสัมพันธ์ระหว่างการเจริญของรังไข่ ฮอร์โมน และระยะเวลาในรอบการมีประจำเดือน
         คำนวณหาค่าเฉลี่ยของจำนวนวันในรอบประจำเดือน และนำมาคำนวณหาช่วงระยะเวลาที่"ไม่ปลอดภัย" การเก็บบันทึกรอบประเดือนต้องทำติดต่อกันประมาณ 8-12 เดือน โดยนับวันแรกของการมีประจำเดือนเป็นวันที่1
      วิธีการคำนวณ
      วันแรกของระยะ"ไม่ปลอดภัย"ได้จาก วันที่รอบประจำเดือนสั้นที่สุดลบด้วย 18 ส่วนวันสุดท้ายของระยะ"ไม่ปลอดภัย"คำนวณจากการลบด้วย 11 ออกจากรอบประเดือนที่นานที่สุด
      การเปรียบเทียบกับตารางสำเร็จรูป      
รอบเดือนที่สั้นที่สุด
วันแรกของระยะไม่ปลอดภัย
21 วัน
วันที่ 3
22 วัน
วันที่ 4
23 วัน
วันที่ 5
24 วัน
วันที่ 6
25 วัน
วันที่ 7
26 วัน
วันที่ 8
27 วัน
วันที่ 9
28 วัน
วันที่ 10
29 วัน
วันที่ 11
30 วัน
วันที่ 12
31 วัน
วันที่ 13
32 วัน
วันที่ 14
33 วัน
วันที่ 15
34 วัน
วันที่ 16
35 วัน
วันที่ 17
36 วัน
วันที่ 18
รอบเดือนที่ยาวที่สุด
วันสุดท้ายของระยะไม่ปลอดภัย
21 วัน
วันที่ 10
22 วัน
วันที่ 11
23 วัน
วันที่ 12
24 วัน
วันที่ 13
25 วัน
วันที่ 14
26 วัน
วันที่ 15
27 วัน
วันที่ 16
28 วัน
วันที่ 17
29 วัน
วันที่ 18
30 วัน
วันที่ 19
31 วัน
วันที่ 20
32 วัน
วันที่ 21
33 วัน
วันที่ 22
34 วัน
วันที่ 23
35 วัน
วันที่ 24
36 วัน
วันที่ 25

ตัวอย่าง
       ผู้หญิงคนหนึ่งมีรอบประจำเดือนอยู่ระหว่าง 26 วัน ถึง 31 วัน จงคำนวณหาช่วงระยะที่"ไม่ปลอดภัย" (ช่วงที่มีไข่ตก) และช่วงเวลาที่ "ปลอดภัย" (safe period)
วิธีการ
        รอบเดือนที่สั้นที่สุด ( 26 วัน) – 18 = 8
        รอบเดือนที่นานที่สุด (31 วัน) – 11 = 20
        ดังนั้น ช่วงเวลาที่"ไม่ปลอดภัย" คือ วันที่ 8 ถึงวันที่ 20 ของรอบประจำเดือน
        ช่วงเวลาที่"ปลอดภัย" คือ วันที่ 1 ถึงวันที่ 7 และ วันที่ 21 ถึงวันที่ 31 ของรอบเดือน